ค้นหา
ไทย
  • English
  • 正體中文
  • 简体中文
  • Deutsch
  • Español
  • Français
  • Magyar
  • 日本語
  • 한국어
  • Монгол хэл
  • Âu Lạc
  • български
  • Bahasa Melayu
  • فارسی
  • Português
  • Română
  • Bahasa Indonesia
  • ไทย
  • العربية
  • Čeština
  • ਪੰਜਾਬੀ
  • Русский
  • తెలుగు లిపి
  • हिन्दी
  • Polski
  • Italiano
  • Wikang Tagalog
  • Українська Мова
  • อื่น ๆ
  • English
  • 正體中文
  • 简体中文
  • Deutsch
  • Español
  • Français
  • Magyar
  • 日本語
  • 한국어
  • Монгол хэл
  • Âu Lạc
  • български
  • Bahasa Melayu
  • فارسی
  • Português
  • Română
  • Bahasa Indonesia
  • ไทย
  • العربية
  • Čeština
  • ਪੰਜਾਬੀ
  • Русский
  • తెలుగు లిపి
  • हिन्दी
  • Polski
  • Italiano
  • Wikang Tagalog
  • Українська Мова
  • อื่น ๆ
ชื่อ
การถอดเสียง
ต่อไป

ภพภูมิแห่งการดำรงอยู่ อันมีสาเหตุมาจากความไม่รู้แจ้ง: บทคัดสรรจาก ศูรางคมสูตร ตอนที่ 2 จาก 2 ตอน

รายละเอียด
ดาวน์โหลด Docx
อ่านเพิ่มเติม
เรามารับฟัง จากบทที่ 7 “ภพภูมิทั้งหก ที่เกิดจากอวิชชา” ในพระสูตรศูรางคมสูตร ซึ่งแปลโดยอุบาสก หลู่ควานหยูกันต่อ

ภพภูมิทั้งหก ที่เกิดจากอวิชชา สภาวะทั้งหกของสรรพสัตว์ ในสังสารวัฏ

นรกภูมิ

"หากกิเลสและความคิด ของผู้นั้น มีสัดส่วนเก้าต่อหนึ่ง เขาจะจมลงสู่กงจักรไฟ และไปเกิดในที่ซึ่งลมกับไฟ มาบรรจบกัน เขาจะอยู่ในนรก ที่การลงทัณฑ์มีช่วงหยุดพัก หากกิเลสมาก จะอยู่ในนรก ที่การลงทัณฑ์ไม่หยุดพัก หากกิเลสรุนแรงมาก และจะอยู่ในอเวจีมหานรก หากถูกกิเลสอันรุนแรงยิ่ง ครอบงำโดยสิ้นเชิง หากเขายังกล่าวร้ายมหายาน ละเมิดศีล ของพระพุทธเจ้าบิดเบือน พระธรรมเมื่อแสดงธรรม เพื่อหลอกลวงผู้อุปถัมภ์ หวังผลประโยชน์ส่วนตน หรือชื่อเสียง และกระทำอนันตริยกรรมห้า กับบาปหนักสิบประการ เขาจะไปเกิด (ตามลำดับ) ในอเวจีมหานรกทุกแห่ง

แม้ผลกรรมข้างต้น จะเป็นสิ่งที่แต่ละคนก่อขึ้นเอง จากกรรมชั่วของตน แต่ผู้ทำบาปทั้งปวง ก็ต้องทนทุกข์แบบเดียวกัน ซึ่งเกิดจากเหตุร่วม (อย่างเดียวกัน)"

เหตุสิบและผลหก ในนรกภูมิ เหตุแห่งกรรมสิบประการ ที่นำสู่นรกภูมิ

"อานนท์ (ผลกรรมเหล่านี้) มาจาก การกระทำของสรรพสัตว์ ผู้สร้างเหตุ แห่งกรรมสิบประการ ด้วยอุปนิสัยชั่วร้าย จึงต้องรับผลกรรมหกชนิด

อุปนิสัยแห่งกามราคะ

อานนท์เหตุสิบประการนี้ คืออะไร กามราคะ สั่งสมเป็นอุปนิสัย จากการร่วมประเวณี ที่คนสองคนลูบไล้กัน ก่อให้เกิดความร้อน ซึ่งกระตุ้นความกำหนัด เปรียบเหมือนความร้อน ที่เกิดจากการถูมือเข้าด้วยกัน อุปนิสัยทั้งสองจากกรรม และกามราคะกระตุ้นกันและก่อให้เกิด นิมิตของเตียงเหล็กร้อน บนฐานทองแดงร้อน ดังนั้นพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงทรงมองการร่วมประเวณีว่า เป็นไฟแห่งราคะที่ลุกไหม้ และพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย หลีกเลี่ยงกาม ดังหลุมเพลิง

อุปนิสัยแห่งความโลภ

ความโลภสั่งสมเป็นอุปนิสัย จากการยึดฉวยซึ่งเป็นการดูดดึง ชนิดหนึ่งเมื่อเวลาผ่านไป จึงก่อให้เกิดภาพลวง ของความหนาวน้ำค้างแข็ง ความเย็นเยียบและอาการหนาวสั่น เปรียบเหมือนความเย็นที่รู้สึก เมื่อสูดลมหายใจ เข้าทางริมฝีปากที่ห่อไว้ กรรมและความโลภร่วมกัน นำไปสู่ผลกรรม ในรูปของความทุกข์จนร้องโหยหวน เพราะความหนาวบาดกาย และปรากฏเป็น (ผิวหนังที่เปลี่ยนเป็น) สีเขียวคล้ำสีแดงหรือสีขาว ดังนั้นพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงทรงมองความโลภว่าเป็นสายน้ำ แห่งความละโมบและพระโพธิสัตว์ ทั้งหลายหลีกเลี่ยงมัน ดังทะเลไอพิษที่ก่อโรค

อุปนิสัยแห่งความเย่อหยิ่ง

ความเย่อหยิ่ง สั่งสมเป็นอุปนิสัยจากการข่มเหง ซึ่งแสดงออกเป็นการกดขี่ (ผู้อื่น) เมื่อเวลาผ่านไป จึงก่อให้เกิด (ภาพลวงของ) คลื่นที่ปั่นป่วน ไม่หยุดจนรวมเป็นมวลน้ำ เปรียบเหมือนการเลียปาก เพื่อให้มีน้ำลาย อุปนิสัยทั้งสองจากกรรม และความเย่อหยิ่งกระตุ้นกัน และก่อให้เกิด (นิมิตของ) แม่น้ำเลือด เถ้าถ่าน (ร้อน) ทรายลุกไหม้ทะเลพิษ และทองแดงหลอมเหลว ที่เทลงบนลิ้นของผู้ทำบาป ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงทรงมองความถือตนว่า เป็นสายน้ำแห่งความโง่เขลา และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายหลีกเลี่ยง ดังการจมน้ำ

อุปนิสัยแห่งความโกรธ

ความโกรธสั่งสมเป็นอุปนิสัย จากความขุ่นเคือง ซึ่งแสดงออกเป็นความดื้อรั้น เมื่อเวลาผ่านไป จึงแผดเผาใจและความร้อนนั้น เปลี่ยนลมปราณให้เป็นโลหะ จึงเกิดภาพลวงของภูเขา มีดเสาเหล็กต้นไม้ดาบ และกงจักรดาบขวาน ง้าวหอกและเลื่อย เปรียบเหมือนคนที่ถูกความดื้อรั้น ผลักดันให้แก้แค้นความอยุติธรรม อุปนิสัยทั้งสองจากกรรม และความโกรธกระตุ้นกัน และก่อให้เกิดนิมิตของการตอน การฟันการตัดศีรษะการสับ การทำให้บาดเจ็บการตัดอวัยวะ การตีด้วยกระบองและการทุบตี เปรียบเหมือนคนที่โกรธจัด และพร้อมจะฆ่า เพื่อตอบโต้ความอยุติธรรม ดังนั้นพระพุทธเจ้าทั้งหลายจึงมอง ความเกลียดชังว่าเป็นดาบคม และ พระโพธิสัตว์ทั้งหลายหลีกหนีจากมัน ดังการถูกประหารชีวิต

อุปนิสัยแห่งการหลอกลวง

การหลอกลวงสั่งสม เป็นอุปนิสัยจากการล่อใจ ซึ่งแสดงออกเป็นกลอุบาย เมื่อเวลาผ่านไปจึงก่อให้เกิด (ภาพลวงของ) สายรัดไม้เชือก และขื่อคาที่พันธนาการผู้ทำบาป เปรียบเหมือนทุ่งที่ปล่อยน้ำให้ท่วม เพื่อปลูกหญ้าและพืชพันธุ์ อุปนิสัยทั้งสองจากกรรม และการหลอกลวงเกื้อหนุนกัน และก่อให้เกิดกรรมชั่ว เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งสมควรได้รับโทษ ด้วยตรวนกุญแจมือแส้ไม้ พลองไม้เรียวและกระบอง ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงทรงมองการหลอกลวงว่ามีพิษภัย และเช่นเดียวกับการใส่ร้าย พระโพธิสัตว์ทั้งหลายหลีกเลี่ยงมัน ดังพวกเขาหลีกเลี่ยงหมาป่า

อุปนิสัยแห่งการพูดเท็จ

การพูดเท็จสั่งสมเป็นอุปนิสัย จากการลวงให้หลง ซึ่งแสดงออก เป็นการฉ้อโกงเมื่อเวลาผ่านไป จึงลงเอยด้วยการทรยศ สิ่งนี้ก่อให้เกิด (ภาพลวงของ) สิ่งสกปรก เช่น ฝุ่น อุจจาระและปัสสาวะ เปรียบเหมือนฝุ่น ที่ถูกลมพัดจนบดบังทุกสิ่ง อุปนิสัยทั้งสองจากกรรม และการ พูดเท็จเสริมความรุนแรงให้กัน และลงเอยด้วยความทุกข์ จากการ จมน้ำการถูกเหวี่ยงการลอยขึ้น การตกลงการล่องลอยและการจมลง ดังนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงทรงมองการพูดเท็จว่า มีพิษภัยเช่นเดียวกับการปล้น และการฆ่าและพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย หลีกเลี่ยงมัน ดังการเหยียบงูพิษ

อุปนิสัยแห่งความอาฆาต

ความอาฆาตสั่งสม เป็นอุปนิสัยจากความชิงชัง ซึ่งแสดงออกเป็นความมุ่งร้าย สิ่งนี้ก่อให้เกิด (ภาพลวงของ) การถูก ขว้างด้วยหินการถูกยิงด้วยเครื่องยิง การถูกขังในรถนักโทษการถูกดักจับ การถูกจับใส่ถุง และการถูกทุบตี เปรียบเหมือนผู้ก่อความเดือดร้อน ที่คิดแผนชั่วอยู่เสมอ อุปนิสัยทั้งสองจากกรรม และความอาฆาตรวมกัน ทำให้ได้รับโทษ โดยถูกเหวี่ยงและโยนไปมา ถูกยึดตัวถูกจับกุม ถูกทุบตีและถูกยิง ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงมอง ความอาฆาต ว่าเป็นวิญญาณชั่วร้าย พระโพธิสัตว์ทั้งหลายหลีกเลี่ยงมัน ดังสุราผสมยาพิษ

อุปนิสัยแห่งมิจฉาทิฏฐิ

มิจฉาทิฏฐิสั่งสมเป็นอุปนิสัย จากการตีความผิด ซึ่งครอบคลุม (ความเห็นผิดทั้ง ห้าตั้งแต่) การยึดว่าตัวตน และวัตถุมีอยู่จริงไปจนถึง การยึดมั่นในข้อห้ามของการ บำเพ็ญตบะอย่างเคร่งครัด สิ่งนี้ทำให้เข้าใจผลกรรมผิด เพราะปฏิเสธความจริง และยึดติดกับ สิ่งที่ไม่จริง จึงเกิด (ภาพลวงของ) การพิพากษาพร้อม พยานหลักฐาน (ที่ไม่อาจปฏิเสธได้) เหมือนคน สองคนที่มาจากคนละทิศ แล้วเลี่ยงไม่ได้ ที่จะพบกันบนถนนสายเดียวกัน อุปนิสัยทั้งสองจาก กรรมและมิจฉาทิฏฐิ รวมกันก่อให้เกิด (นิมิตของ) การซักถาม การซักค้านการสืบสวน ทางศาลการไต่สวน การสอบปากคำ และการเปิดเผยความถูกผิดในศาล ขณะที่ทนายฝ่ายดี และฝ่ายชั่ว นำเอกสารมาแสดง และโต้แย้งกัน ดังนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงทรงมองมิจฉาทิฏฐิว่าเป็น ห้วงเหวแห่งความวิปลาส และพระโพธิสัตว์ทั้งหลาย หลีกเลี่ยงมันเช่นเดียวกับหุบเหว ที่เต็มไปด้วยพิษ

อุปนิสัยแห่งความอยุติธรรม

ความอยุติธรรมสั่งสมเป็นอุปนิสัย จากการกล่าวหาเท็จ ซึ่งแสดงออกเป็นการใส่ร้าย สิ่งนี้ ก่อให้เกิด (ภาพลวงของ) ภูเขาและโขดหิน ที่เคลื่อนเข้ามา จากทุกทิศเพื่อบดขยี้ ทำให้แตกหักขูดขีดและบดผู้ทำบาป เปรียบเหมือนการข่มเหงผู้บริสุทธิ์ อุปนิสัยทั้งสองจากกรรม และความอยุติธรรม รวมกันก่อให้เกิด (ภาพลวงของ) การที่ผู้ทำบาป ถูกจับกุมกดดัน ทุบตีกดขี่บีบบังคับ และควบคุมตัวตามกฎหมาย ดังนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงทรงมองการใส่ร้าย ว่ามีพิษภัย ดั่งเสือ และพระโพธิสัตว์ทั้งหลายหลีกหนี จากมัน เช่นเดียวกับเสียงฟ้าผ่า

อุปนิสัยแห่งการโต้เถียง

การโต้เถียงสั่งสมเป็นอุปนิสัย จากการพูดมาก ซึ่งแสดงออกเป็นการปกปิด (ข้อบกพร่องของตน) สิ่งนี้ก่อให้เกิด (ภาพลวงของ) ความลับที่ถูกเปิดเผย ด้วยภาพสะท้อนในกระจก หรือแสงจากตะเกียงที่จุดขึ้น เหมือนสิ่งของ ที่ไม่อาจซ่อนเร้นได้กลางวันแสก ๆ อุปนิสัยทั้งสองจากกรรม และการโต้เถียงลงเอย ด้วยการเปิดเผย (บาป) เพราะกระจกและตะเกียงเผยกรรม ที่เคยกระทำไว้ เพื่อการพิพากษา (ขั้นสุดท้าย) ดังนั้นพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงทรงมองการปกปิดว่า เป็นศัตรูที่ซ่อนเร้นและพระโพธิสัตว์ ทั้งหลายเห็นว่า อันตรายดั่งการแบกภูเขาไว้บนศีรษะ หรือเดินลงมหาสมุทร"
รับชมเพิ่มเติม
วีดีโอล่าสุด
34:50

ข่าวเด่น

148 รับชม
ข่าวเด่น
2026-11-05
148 รับชม
แบ่งปัน
แบ่งปันไปที่
ฝัง
เริ่มที่
ดาวน์โหลด
โทรศัพท์มือถือ
โทรศัพท์มือถือ
ไอโฟน
แอนดรอยด์
รับชมในบราวเซอร์ในโทรศัพท์มือถือ
GO
GO
แอพ
สแกนโค้ดคิวอาร์ เลือกระบบโทรศัพท์ที่ถูกต้อง เพื่อดาวโหลด
ไอโฟน
แอนดรอยด์
Prompt
OK
ดาวน์โหลด